ครม.ไฟเขียว ข้าราชการ WFH ลดใช้น้ำมันและไฟฟ้า

วันที่ 10 มีนาคม 2026 ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงข่าวถึงมติสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของภาครัฐในระยะยาว นั่นคือ “การอนุญาตให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจใช้มาตรการเวิร์กฟรอมโฮม (Work From Home)” รวมถึง “ชะลอการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ” ยกเว้นเฉพาะกรณีจำเป็นที่ไม่กระทบต่อภารกิจให้บริการประชาชน

นโยบายดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกเพื่อรองรับ “วิกฤตพลังงาน” ที่กำลังทวีความรุนแรงจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายของประเทศ โดยเฉพาะในภาคขนส่งและการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีจำนวนบุคลากรเป็นหลักล้านคนทั่วประเทศ

รายงานจากกระทรวงพลังงานชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้เส้นทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหลายเส้นถูกจำกัด ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ใช้ในการเดินทางของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ รวมทั้งค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนผลิตที่สูงขึ้น

นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีมองว่า ภาครัฐควรเป็น “ตัวอย่างความประหยัด” ในช่วงที่ประเทศเผชิญภาวะพลังงานตึงตัว การปรับรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นจึงเป็นหนึ่งในทางออกที่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการบริการ โดยเฉพาะงานด้านเอกสาร การประชุมภายใน และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ได้อย่างครบวงจร

แม้รัฐบาลเปิดไฟเขียวให้ภาครัฐสามารถทำงานจากที่บ้านได้ แต่ได้กำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนว่า มาตรการนี้จะใช้เฉพาะ “ส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน” เช่น งานธุรการ งานเอกสาร งานวิเคราะห์ข้อมูล หรือฝ่ายนโยบาย ในทางกลับกัน งานบริการหน้าราชการ เช่น การติดต่อเอกสาร การจดทะเบียน การออกบัตรประชาชน หรือด้านสาธารณสุข ยังคงต้องเปิดให้บริการตามปกติ

การดำเนินการนี้จึงต้องอาศัย “ความยืดหยุ่น” และ “การตัดสินใจเชิงบริหาร” ของแต่ละหน่วยงานในการแบ่งสัดส่วนพนักงานที่สามารถเวิร์กฟรอมโฮมและผู้ที่จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ ณ สถานที่จริง ทั้งนี้เพื่อให้ระบบบริการประชาชนยังคงต่อเนื่องโดยไม่สะดุด

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการ “งดเดินทางไปศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ” ซึ่งในอดีตถือเป็นกิจกรรมที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่าเดินทาง ที่พัก เบี้ยเลี้ยง และค่าประกัน เมื่อรวมทั้งระบบแล้วอาจสูงถึงหลายพันล้านบาทต่อปี

รัฐบาลจึงเสนอให้ใช้ “การดูงานต่างประเทศแบบออนไลน์” หรือ Virtual Visit แทน โดยอาศัยระบบสื่อสารทางไกล เช่น Zoom, Microsoft Teams หรือแพลตฟอร์มของรัฐที่มีระบบความปลอดภัยสูง รูปแบบใหม่นี้ไม่เพียงลดค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าร่วมการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกได้สะดวกขึ้นโดยไม่จำกัดสถานที่หรือเวลา

ตัวอย่างเช่น สำนักงบประมาณสามารถจัดให้เจ้าหน้าที่ศึกษาการบริหารงบของประเทศอื่นผ่านระบบสัมมนาออนไลน์ หรือรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานสามารถเข้าร่วมนิทรรศการเทคโนโลยีพลังงานสะอาดผ่านระบบสตรีมมิงแบบเรียลไทม์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศจริง ๆ

แหล่งอ้างอิง

มติ ครม. เวิร์กฟรอมโฮม-งดเดินทางดูงานต่างประเทศ (มติชน) 
https://www.matichon.co.th/politics/news_5627767

ข่าว ครม.ไฟเขียว เวิร์กฟรอมโฮม งดเดินทางดูงานต่างประเทศ (ข่าวสด) 
https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10165565

ข่าวมาตรการลดใช้พลังงาน เวิร์กฟรอมโฮม งดดูงานตปท. (เดลินิวส์) 
https://www.dailynews.co.th/news/5673600/


MagazineASP ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ไม่ส่งเสริม และไม่สนับสนุนสงครามหรือความรุนแรงทุกรูปแบบในทุกภูมิภาคของโลก

เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสงคราม การเมือง หรือความขัดแย้งบนแพลตฟอร์มนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อมูล ประกอบการเรียนรู้

และช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทของโลกมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อปลุกปั่น เกลียดชัง หรือแสวงหากำไรจากความเดือดร้อนของผู้คน

MagazineASP คือ “แม็กกาซีน” ที่เราเชื่อว่าหน้าที่ของเราไม่ใช่บรรจุกระสุน แต่คือการบรรจุความรู้ มุมมอง และจินตนาการใหม่ๆ

ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและขยายขอบเขตการพัฒนามนุษยชาติให้ก้าวไปข้างหน้า มากกว่าการผลักโลกให้ถอยหลังด้วยเสียงปืนและระเบิด