WFH ทางรอดใหม่ของเศรษฐกิจเวียดนามในยุควิกฤตน้ำมัน

เวียดนามรณรงค์ "ทำงานจากบ้าน" ลดการใช้น้ำมัน รับมือราคาน้ำมันพุ่งทะลุจุดเดือดจากสงครามอิหร่านรัฐบาลเวียดนามออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ภาคธุรกิจทั้งในประเทศและต่างชาติร่วมมือกันใช้มาตรการ “Work from Home” เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

จากผลกระทบที่ลุกลามมาจากสงครามในอิหร่านซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานทั่วโลกหยุดชะงักกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (MOIT) เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “แผนปฏิบัติการเร่งด่วน” เพื่อลดแรงกดดันต่อภาคพลังงานภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานขึ้นเหนือ 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งและการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่หลายบริษัทเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันดีเซลและก๊าซธรรมชาติ

นายเหงียนหง็อกเตียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารว่า “นี่เป็นช่วงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การทำงานจากที่บ้านไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายของธุรกิจ แต่ยังช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในภาวะวิกฤติพลังงานเช่นนี้”การรณรงค์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหลายกระทรวง รวมถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รวมถึงสมาคมผู้ประกอบการเทคโนโลยีเวียดนาม ซึ่งเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบการทำงานแบบดิจิทัลเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต ขณะที่ภาคเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” ที่เอื้อต่อการทำงานระยะไกลอย่างมีประสิทธิภาพในรายงานที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวเวียดนาม (VNA) พบว่าหลายบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ตอบรับนโยบายนี้อย่างรวดเร็ว โดยเริ่มปรับระบบปฏิบัติงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ครบวงจร ทั้งด้านการสื่อสารภายใน, การประชุมทางไกล และระบบจัดการเอกสารผ่านคลาวด์ ซึ่งช่วยลดการเดินทางของพนักงานได้กว่าร้อยละ 40 ภายในเวลาเพียงสัปดาห์แรกของการดำเนินนโยบายอย่างไรก็ตาม

 

WFH ทางรอดใหม่ของเศรษฐกิจเวียดนามในยุควิกฤตน้ำมัน
 

นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเตือนว่าการพึ่งพารูปแบบทำงานจากที่บ้านในระยะยาวอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมการผลิตและบริการบางประเภท โดยเฉพาะภาคโลจิสติกส์ การก่อสร้าง และการค้าปลีกซึ่งยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานในสถานที่จริง รัฐบาลเวียดนามจึงอยู่ระหว่างการออกแนวทางเพิ่มเติม เพื่อให้แต่ละภาคธุรกิจสามารถปรับใช้มาตรการได้ตามความเหมาะสมสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ร้อนแรงในตลาดโลกเกิดขึ้นหลังจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับกลุ่มพันธมิตรตะวันตกขยายวงกว้าง ส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญในอ่าวเปอร์เซียถูกปิดบางส่วน การส่งออกน้ำมันของอิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมาก ทำให้ตลาดโลกเผชิญกับภาวะอุปทานตึงตัวอย่างเฉียบพลันผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยพลังงานแห่งชาติ (NERC) ของเวียดนามระบุว่า

หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีกสองเดือน ราคาพลังงานในประเทศอาจเพิ่มขึ้นอีกราวร้อยละ 15–20 โดยเฉพาะในภาคขนส่งและการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนรัฐบาลเวียดนามจึงเตรียมออกชุดมาตรการเสริม เช่น การอุดหนุนค่าพลังงานสำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันระดับชาติ เพื่อประกันเสถียรภาพด้านพลังงานหากเกิดการหยุดชะงักเพิ่มเติมในอนาคต

แม้สถานการณ์ทั่วโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่มาตรการ “ทำงานจากที่บ้าน” ของเวียดนามถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการปรับตัวเชิงรุก ที่สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานด้วยแนวทางสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ดิจิทัล และสิ่งแวดล้อมในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากสงครามและวิกฤตราคาพลังงาน

 การตัดสินใจของเวียดนามอาจกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำไปปรับใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงระดับโลกในอนาคต


MagazineASP ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ไม่ส่งเสริม และไม่สนับสนุนสงครามหรือความรุนแรงทุกรูปแบบในทุกภูมิภาคของโลก

เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสงคราม การเมือง หรือความขัดแย้งบนแพลตฟอร์มนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อมูล ประกอบการเรียนรู้

และช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทของโลกมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อปลุกปั่น เกลียดชัง หรือแสวงหากำไรจากความเดือดร้อนของผู้คน

MagazineASP คือ “แม็กกาซีน” ที่เราเชื่อว่าหน้าที่ของเราไม่ใช่บรรจุกระสุน แต่คือการบรรจุความรู้ มุมมอง และจินตนาการใหม่ๆ

ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและขยายขอบเขตการพัฒนามนุษยชาติให้ก้าวไปข้างหน้า มากกว่าการผลักโลกให้ถอยหลังด้วยเสียงปืนและระเบิด