ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เป็นไวรัสโซโอนอติกอันตรายที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยล่าสุดเกิดการระบาดในอินเดียเมื่อมกราคม 2569 ทำให้ไทยเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น. โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-75% และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะเจาะจง เรื่องนี้สรุปข้อมูลสำคัญในรูปแบบข่าวที่น่าสนใจ เพื่อให้เข้าใจง่ายและตระหนักถึงความเสี่ยงใกล้ตัว

ต้นกำเนิดและประวัติการระบาด

ไวรัสนิปาห์ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2541 ที่หมู่บ้านสุไน นิปาห์ ประเทศมาเลเซีย สร้างความตายให้เกษตรกรเลี้ยงหมู 265 ราย คิดเป็น 40% ของผู้ติดเชื้อ เนื่องจากหมูรับเชื้อจากค้างคาวผลไม้แล้วแพร่สู่คน

ทำความรู้จักไวรัสนิปาห์ ที่ไทยกำลังเฝ้าระวัง

ตั้งแต่นั้น เกิดการระบาดซ้ำในบังกลาเทศและอินเดียเกือบทุกปี โดยปี 2561 ที่รัฐเกรละ อินเดีย เสียชีวิต 17 จาก 19 ราย (91%) จากการติดต่อในโรงพยาบาล

ล่าสุด 23 มกราคม 2569 รัฐเวสต์เบงกอล อินเดีย พบผู้ป่วย 5 ราย รวมบุคลากรทางการแพทย์ ส่งผลให้กักตัวผู้ใกล้ชิดเกือบ 100 คน

วิธีการแพร่กระจายพาหะ

หลักคือค้างคาวผลไม้ (Pteropus spp.) ที่ขับถ่ายเชื้อทางปัสสาวะ น้ำลาย หรือมูลลงในผลไม้หรือน้ำตาลโตนด ทำให้มนุษย์ติดเชื้อจากการกินผลไม้ปนเปื้อนหรือน้ำหวานดิบ. สัตว์อื่นอย่างหมู ม้า แพะ สามารถรับเชื้อรองแล้วแพร่สู่คนผ่านสารคัดหลั่ง และมนุษย์แพร่ต่อกันได้ทางน้ำลาย เลือด โดยเฉพาะในโรงพยาบาล

ทำความรู้จักไวรัสนิปาห์ ที่ไทยกำลังเฝ้าระวัง

ในไทย พบแอนติบอดีไวรัสในค้างคาวแล้ว โดยเฉพาะภาคกลางที่มีความเสี่ยงสูงจากประชากรหนาแน่น 2.3 ล้านคน.อาการและการวินิจฉัยเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ ปวดหัว คอแข็ง อาเจียน ภายใน 3-14 วัน จากนั้นพัฒนาเป็นสมองอักเสบ ซึม สับสน ชัก อาโคม่า หรือหายใจล้มเหลว อัตราการตายสูงเพราะทำลายระบบประสาทและปอด โดยผู้รอดชีวิตบางรายมีปัญหาสมองถาวร วินิจฉัยด้วย PCR ตรวจเลือดหรือน้ำกหางม้า และ ELISA ตรวจแอนติบอดี.การรักษาและวัคซีนล่าสุดยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ ใช้วิธีประคับประคอง เช่น ระบายอากาศช่วยหายใจ รักษาอาการชัก และป้องกันแทรกซ้อน. ข่าวดีคือ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเริ่มทดลองเฟส 2 วัคซีน ChAdOx1 NipahB ในธันวาคม 2568 โดยใช้เทคโนโลยีเดียวกับวัคซีนโควิด. นอกจากนี้ มี monoclonal antibody MBP1F5 เตรียมทดลองปี 2569 เพื่อใช้ฉุกเฉิน

ความเสี่ยงไทยและวิธีป้องกันกรมควบคุมโรคไทยยกระดับเฝ้าระวังตั้งแต่ 23 มกราคม 2569 ร่วม One Health ตรวจนักเดินทางจากอินเดีย แม้ยังไม่พบผู้ป่วยในไทย แต่ค้างคาวผลไม้ในไทยเสี่ยงแพร่เชื้อ. หลีกเลี่ยงกินผลไม้ดิบหรือน้ำตาลโตนดไม่ต้มเดือด สวมถุงมือสัมผัสสัตว์ ล้างมือบ่อย สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง และรายงานอาการผิดปกติทันที. ด้วยการระบาดใกล้ชิดไทย การตื่นตัวจะช่วยป้องกันวิกฤตใหญ่ได้