ปูติน โดนเย้ยป้องกันไร้น้ำยาคุม"มาดูโร่" ไร้รอยขีดข่วน

เจาะลึกปฏิบัติการลับกลางกรุงการากัส: พีท เฮกเซธ กับคำเย้ยหยันที่สั่นคลอนอาวุธรัสเซีย

ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคงระดับโลก ไม่มีอะไรที่จะสร้างความฮือฮาได้เท่ากับความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารที่ไม่มีใครคาดคิด โดยเฉพาะเมื่อปฏิบัติการนั้นเกิดขึ้นใจกลางเมืองหลวงของประเทศที่มีความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกาอย่างยาวนาน เช่น เวเนซุเอลา ล่าสุด พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (หรือที่เรียกกันในเชิงเปรียบเทียบว่ารัฐมนตรีกระทรวงสงคราม) แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้ทั่วโลกต้องหันมามองขีดความสามารถทางทหารของมหาอำนาจตะวันออกอย่างรัสเซียใหม่อีกครั้ง

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการจับกุมตัวบุคคลสำคัญอย่าง นิโคลัส มาดูโร เท่านั้น แต่มันคือการประกาศชัยชนะทางเทคโนโลยีและการจารกรรมที่ พีท เฮกเซธ ใช้เป็นเครื่องมือในการส่งสาส์นเย้ยหยันไปถึง วลาดิเมียร์ ปูติน โดยตรงว่า ระบบป้องกันภัยรัสเซียไร้น้ำยา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือจากกองทัพสหรัฐฯ

ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ: 200 นายเหนือฟ้านครการากัส

ย้อนกลับไปในคืนที่เงียบสงัดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่ามกลางย่านใจกลางกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา พื้นที่ซึ่งควรจะมีการรักษาความปลอดภัยสูงสุดและได้รับการปกป้องด้วยเทคโนโลยีป้องกันภัยทางอากาศที่ดีที่สุดที่รัสเซียจะจัดหาให้ได้ กลับถูกเจาะทะลวงอย่างง่ายดายโดยหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ เกือบ 200 นาย

พีท เฮกเซธ ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเหล่านี้เดินทางเข้าไปถึงใจกลางเมืองหลวง เพื่อบังคับใช้กฎหมายและควบคุมตัวบุคคลที่ทางกระบวนการยุติธรรมอเมริกันต้องการตัว สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดของภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การเข้าถึงตัวเป้าหมาย แต่คือการที่เจ้าหน้าที่ทั้ง 200 นายสามารถปฏิบัติภารกิจจนสำเร็จและถอนตัวออกมาได้ "อย่างไร้รอยขีดข่วน" โดยไม่มีความสูญเสีย หรือ Casualty เกิดขึ้นแม้แต่รายเดียว ทั้งในแง่ของผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ

ปูติน โดนเย้ยป้องกันไร้น้ำยาคุม"มาดูโร่" ไร้รอยขีดข่วน

ระบบป้องกันภัยรัสเซียไร้น้ำยา: ความล้มเหลวของเทคโนโลยี S-300 และ S-400?

หัวใจสำคัญที่ พีท เฮกเซธ จงใจขยี้ให้เจ็บแสบคือคำถามที่ว่า "ระบบป้องกันทางอากาศของรัสเซียเหล่านั้นทำงานได้ไม่ค่อยดีนักใช่ไหม?" คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเวเนซุเอลาคือลูกค้ารายใหญ่ของอาวุธรัสเซีย โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศตระกูล S-300 ที่อ้างว่าสามารถตรวจจับและทำลายเป้าหมายได้ทุกชนิดในระยะไกล

1.การล่องหนเหนือเรดาร์: ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ

การที่เฮลิคอปเตอร์หรือเครื่องบินลำเลียงพลของสหรัฐฯ ขนส่งเจ้าหน้าที่เกือบ 200 คนเข้าไปในเมืองหลวงได้โดยไม่ถูกตรวจจับ แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Stealth หรือการรบทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) ของสหรัฐฯ เหนือชั้นกว่าระบบเรดาร์ของรัสเซียอย่างสิ้นเชิง

Advertisement Banner 3

2.ความล้มเหลวในการตอบโต้: แม้กระทั่งในช่วงที่ปฏิบัติการกำลังดำเนินอยู่

ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการเคลื่อนไหวของกำลังพลในระดับที่สังเกตเห็นได้ แต่ระบบป้องกันภัยกลับนิ่งสนิท สิ่งนี้บ่งบอกถึงช่องโหว่ขนาดใหญ่ในระบบสั่งการและควบคุม (Command and Control) ของยุทโธปกรณ์รัสเซียที่ประจำการอยู่ในต่างแดน

3.การเสียหน้าของมหาอำนาจ: พีท เฮกเซธ

ทราบดีว่าความล้มเหลวครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในอาวุธรัสเซียทั่วโลก หากแม้แต่ใจกลางกรุงการากัสยังป้องกันไม่ได้ แล้วจุดยุทธศาสตร์อื่นๆ จะเหลืออะไร

เคสการใช้งานจริง: เมื่อปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายกลายเป็นการทูตแบบขู่กรรโชก

กรณีการบุกคุมตัว มาดูโร ครั้งนี้ถือเป็น Case Study ที่สำคัญมากในวงการทหารและการทูต เพราะมันเปลี่ยนรูปแบบจากการประกาศสงครามเต็มรูปแบบ มาเป็นการใช้ "หน่วยปฏิบัติการพิเศษ" เพื่อเป้าหมายเฉพาะเจาะจง

ในอดีต การบุกจับกุมผู้นำประเทศหรือบุคคลสำคัญอาจต้องใช้กำลังทหารขนานใหญ่ แต่ในยุคของ พีท เฮกเซธ และการบริหารงานรูปแบบใหม่ สหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถใช้คนเพียง 200 นาย เข้าไปจัดการปัญหาที่ต้นตอได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย สิ่งนี้เรียกว่า "Surgical Strike" หรือปฏิบัติการที่แม่นยำเหมือนการผ่าตัด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองและลดความสูญเสียของฝ่ายตนเองให้เป็นศูนย์

แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของ

พีท เฮกเซธ และกองทัพสหรัฐฯ แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ยังมีข้อควรระวังที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

1.การตอบโต้อย่างไร้รูปแบบ: การที่ระบบป้องกันภัยรัสเซียไร้น้ำยาในครั้งนี้

อาจผลักดันให้รัสเซียและพันธมิตรหันไปพัฒนาการรบแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) มากขึ้น เช่น การใช้โดรนพลีชีพขนาดเล็ก หรือการโจมตีทางไซเบอร์ที่ตรวจจับได้ยากกว่าเดิม

2.ความขัดแย้งที่อาจบานปลาย: การที่สหรัฐฯ

บุกเข้าไปถึงใจกลางเมืองหลวงของประเทศอื่น แม้จะอ้างว่าเพื่อการบังคับใช้กฎหมาย แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ซึ่งอาจสร้างบรรทัดฐานใหม่ในเวทีโลก

3.แรงกดดันต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย:

ข้อมูลจาก พีท เฮกเซธ ในครั้งนี้จะกลายเป็นฝันร้ายของยอดขายอาวุธรัสเซีย ประเทศทั่วโลกที่เคยพึ่งพาระบบป้องกันภัยจากมอสโกอาจต้องทบทวนใหม่ว่า อาวุธเหล่านั้นสามารถป้องกันเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ได้จริงหรือไม่

สิ่งที่เกิดขึ้นใจกลางกรุงการากัสไม่ใช่แค่การจับกุมตัวนักโทษคนหนึ่ง แต่มันคือการส่งสัญญาณว่า "ไม่มีที่ไหนที่กองทัพสหรัฐฯ ไปไม่ถึง" และ "ไม่มีโล่ใดของรัสเซียที่หอกของสหรัฐฯ จะแทงไม่ทะลุ" คำพูดของ พีท เฮกเซธ ที่เน้นย้ำเรื่องความไร้ประสิทธิภาพของระบบป้องกันภัยทางอากาศรัสเซีย คือการทำสงครามจิตวิทยาขั้นสูงที่ลดทอนอำนาจบารมีของ ปูติน ลงอย่างเห็นได้ชัด

นับจากนี้เป็นต้นไป หน้าประวัติศาสตร์การรบยุคใหม่ได้ถูกจารึกขึ้นใหม่แล้ว และชื่อของ พีท เฮกเซธ จะถูกจดจำในฐานะผู้ที่ออกมาตอกย้ำว่า ในสนามรบเทคโนโลยีจริง ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของน่านฟ้าที่แท้จริง โดยที่ฝ่ายอเมริกาไม่ต้องสูญเสียแม้แต่เลือดหยดเดียวในภารกิจที่ทั่วโลกต่างคิดว่าเป็นไปไม่ได้